โรคลมชักเกิดจากภาวะที่เซลล์สมองปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมามากผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยเมื่อเกิดอาการชัก อาจส่งผลให้ผู้ป่วยล้มลง และเกิดอาการบาดเจ็บต่ออวัยวะส่วนต่างๆ ตามมา นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบทางด้านสังคม เนื่องจากในบางครั้งแม้แพทย์จะยืนยันว่าอาการชัก สามารถควบคุมได้แล้วก็ตาม แต่ผู้ป่วยหลายรายยังคงเผชิญอุปสรรคในการประกอบอาชีพ และไม่ได้รับความไว้วางใจจากคนในสังคมเท่าที่ควร
ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคลมชักครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ริเริ่มการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักดื้อยาด้วยการผ่าตัดเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน โดยมีผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไปแล้วกว่า 1,000 ราย ปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือทันสมัยเพื่อช่วย ระบุจุดกำเนิดชักในผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อน และดื้อต่อยากันชักหลายชนิด คือเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้า สมองด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองความละเอียดสูง (256-channel High-density Electroencephalography : HD-EEG) เครื่องมือนี้จะช่วยให้แพทย์ประเมินหาจุดกำเนิดของการชัก เพื่อการผ่าตัดได้แม่นยำขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงหรือความเสี่ยงจากการผ่าตัดน้อยลง และยังช่วยลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกด้วย
การรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบประสาท (Neuromodulation therapy) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ โดยศูนย์โรคลมชัก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ให้การรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve Stimulation : VNS) มาเป็นเวลา 15 ปี ซึ่งพบว่าสามารถลดความถี่ของอาการชักได้ และได้ผลดี เป็นพิเศษในผู้ป่วยกลุ่มอาการเลนน็อกซ์-กัสโตต์ (Lennox-Gastaut syndrome : LGS) ศูนย์ฯ จึงมีแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีการกระตุ้นประสาทเหล่านี้มาใช้รักษาผู้ป่วยที่ดื้อต่อยากันชักและมีอาการรุนแรงที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เพื่อหวังให้อาการชักของผู้ป่วยกลุ่มนี้ดีขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ปัจจุบันมียากันชักรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถควบคุมอาการชักได้ดีขึ้น แต่ยาเหล่านี้ยังไม่ ครอบคลุมอยู่ในสิทธิการรักษาพยาบาลซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในผู้ป่วยบางรายที่อาการชักควบคุมได้ยาก ศูนย์โรคลมชักจึงจำเป็นต้องระดมทุนเพื่อจัดซื้อยาและอุปกรณ์เหล่านี้ พร้อมมอบโอกาสการรักษา ให้แก่ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวอย่างทั่วถึง
Social Media